วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

  👉 บันทึกการเรียนครั้งที่ 4 31/08/2563  👈


ในอาทิตย์นี้อาจารย์มีการจัดเก้าอีนั่งแบบใหม่ เพื่อสอนกิจกรรมเคลื่อนไหว อาจารย์มีเพลงให้และให้เราคิดท่าทางประกอบเพลง เดี๋ยวเรามาดูบรรยากาศกันค่ะ








มีการคิดท่าทางประกอบแบบไม่ใช้เสียง ใช้แค่มือ ข้อมือ ขา ให้เราคิดไอเดียขึ้นมาเอง 


ประเมินอาจารย์✋

อาจารย์มีการสอนท่าทางปะกอบเพลง ให้เราใช้ความคิดในการคิดท่าทางเพื่อไปสอนเด็กในรูปแบบใหม่ๆ

ประเมินตัวเอง👧

สนุกดีเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างมีความสุข ไม่มมีข้อบกพร่อง



 👉 บันทึกการเรียนครั้งที่ 3 24/08/2563  👈


อามิตยืนี้อทาจารย์มีการสอนเรียนของ EF เป็นทักษะที่ครูปฐมวัยจะต้องเรียนรู้เป็นอย่างมากเพราะสำคัญในยุคนี้ เดี๋ยวมาทำความรู้จักกับ EF 


ทักษะ EF หรือ Executive Functions ทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง เป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำ เป็นทักษะที่ทุกคนต้องใช้และมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในชีวิต ซึ่งมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะ EF แต่สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF คืออายุ 4 – 6 ขวบ เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนาได้มากที่สุด


ฝึกทักษะ Executive Functions (EF)

ทักษะ EF หรือ Executive Functions มีทั้งหมด 9 ด้าน โดยแบ่งออกเป็นทักษะพื้นฐาน (Basic) 3 ด้าน และทักษะสูง (Advance) 6 ด้าน ได้แก่

ทักษะพื้นฐาน (Basic) ประกอบไปด้วย

1) Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน) คือ ความสามารถในการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลและดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการ

2) Inhibitory Control (ยั้งคิด ไตร่ตรอง) คือ ความสามารถในการยั้งคิดไตร่ตรอง สามารถควบคุมความต้องการ หยุดคิดก่อนที่จะทำหรือพูดได้ 

3) Shifting หรือ Cognitive Flexibility (ยืดหยุ่นความคิด) คือ ความสามารถในการยืดหยุ่นทางความคิด ร่วมแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน รู้จักพลิกแพลงและปรับตัว เป็นจุดเริ่มต้นของการมีความคิดสร้างสรรค์และคิดนอกกรอบ 

ทักษะสูง (Advance) ประกอบไปด้วย

4) Focus หรือ Attention (จดจ่อ ใส่ใจ) คือ ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ โดยไม่วอกแวก รู้จักการทำงานให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป

5) Emotional Control (ควบคุมอารมณ์) คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับอารมณ์ตนเองไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายเกินไป รู้จักแสดงอารมณ์อย่างถูกวิธี

6) Self – Monitoring (ติดตาม ประเมินตนเอง) คือ การประเมินตนเองเพื่อหาจุดบกพร่องแล้วนำมาแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น รู้จักไตร่ตรองว่าตัวเองทำอะไร รู้ว่าตัวเองทำอะไร และรู้ว่าใกล้จะเสร็จหรือเรียบร้อยแล้ว

7) Initiating (ริเริ่มและลงมือทำ) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำ ลงมือทำทันที ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

8) Planning and Organizing (วางแผน จัดระบบ ดำเนินการ) คือ การวางแผนจัดการตนเองอย่างเป็นขั้นตอน ดำเนินการตั้งแต่วางเป้าหมาย มองเห็นภาพรวม รู้จักจัดลำดับความสำคัญ จัดระบบ ดำเนินการ และประเมินผล

9) Goal – Directed Persistence (มุ่งเป้าหมาย) คือ การวางเป้าหมายที่ชัดเจน มีความพากเพียรและความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย รู้จักฝ่าฟันอุปสรรค หากล้มต้องรู้จักลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 

เรียนรู้เรื่อง EF ไปเสร็จอาจารย์ก็มาต่อถึงกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ โดยให้จับกลุ่มแล้วก็ให้คิดท่าทางประกอบเพลงเพื่อทำกิจกรรม 





ประเมินอาจารย์✋

อาจารย์มีการสอนเรื่องใหม่ๆ และความรู้ใหม่ เกี่ยวกับ EF เพื่อไปพัฒนาและสังเกตเด็ก

ประเมินตัวเอง👧

ยังทำกิจกรรมได้ไม่ค่อยดียิ่งนัก ต้องมีการปรับปรุงในการควบคุมการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว อาจารย์ให้ข้แนะนำในการสอนแล้วมาปรับใช้บางคำพูด




👉 บันทึกการเรียนครั้งที่ 2 17/08/2563  👈


ในอาทิตย์นี้อาจารย์ให้นั่งแยกเป็นโรงเรียน เพื่อจะสรุปในการออกสังเกตการสอน ว่าทางโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร

อาจารย์มีการสอนเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนสอน มีดังนี้


การสอน   คือ  กระบวนการในการดำเนินกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์  ด้วยวิธีการต่างๆ  โดยหน้าที่สำคัญของผู้สอน

คือช่วยให้ผู้เรียนแต่ละคนเกิดการเรียนรู้  หรือมีความรู้และทักษะตามที่หลักสูตรได้วางไว้   นักจิตวิทยาหลายท่านได้พยายามทำการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์  และได้ค้นพบหลักการที่ใช้ประยุกต์   เพื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน   จนเกิดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้หลากหลายทฤษฎี  แต่ในที่นี้  จะขอนำเสนอทฤษฎีที่ใช้เป็นแนวทางในการสอนแบบต่างๆ  7  ทฤษฎี  ดังต่อไปนี้
                            1.แนวการสอนแบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์  (Neo-Humannist  Education)
                            2.แนวการสอนแบบพหุปัญญา  (Mutiple  Intelligence)
                            3.แนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ  (Waldorf)
                            4.แนวการสอนแบบเรกจิโอ  เอมิเลีย  (Reggio  Emilia)
                            5.แนวการสอนแบบโครงการ  (Project  Approach)
                            6.แนวการสอนแบบไฮสโคป  (High/Scope)
                            7.แนวการสอนแบบมอนเตสเซอรี่  (Montessori) 


อาจารย์มีการสอบถามในเรื่องของความรู้สึกที่ไปสังเกตการสอนครั้งนี้และสอบถามในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะว่าเป็นอย่างไร

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่าง กายอย่างอิสระ โดยใช้เสียงเพลง จังหวะ และทำนอง คำคล้องจอง หรือเครื่องดนตรีประกอบ การเคลื่อนไหว เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้จังหวะ และควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้ ลักษณะการเคลื่อนไหว

อาจารย์ให้ทำแผ่นชาจเกี่ยวกับเคลื่อนไหวและจังหวะ ตามกลุ่มโรงเรียนที่ได้ไป เรามีภาพบรรยากาศมาให้ดูค่ะ





✊ลักษณะการเคลื่อนไหว
                     1. ช้า ได้แก่  การคืบ คลาน                                      2. เร็ว ได้แก่  การวิ่ง                       
          3. นุ่มนวล  ได้แก่  การไหว้  การบิน                           4. ขึงขัง   ได้แก่  การกระทืบเท้าดังๆ  ตีกลองดังๆ
 

      ทิศทางการเคลื่อนไหว
1. เคลื่อนไหวไปข้างหน้า  และข้างหลัง                     2. เคลื่อนไหวไปข้างซ้าย และข้างขวา
3. เคลื่อนตัวขึ้นลง                                                 4. เคลื่อนไหวรอบทิศ

รูปแบบการเคลื่อนไหว
1. เคลื่อนไหวพื้นฐานได้แก่ การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเด็กมี 2 ประเภท
1.1   เคลื่อนไหวอยู่กับที่ ได้แก่ ตบมือ ผงกศีรษะ  ขยิบตา ชันเขา เคาะเท้า เคลื่อนไหวมือและแขน มือและนิ้ว เท้าและปลายเท้า
1.2   การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่  ได้แก่  คลาน คืบ เดิน วิ่ง  กระโดด ควบม้า
ก้าวกระโดด
2. การเลียนแบบมี 4 ประเภท
    2.1 เลียบแบบท่าทางสัตว์
    2.2 เลียบแบบท่าทางคน
    2.3 เลียนแบบเครื่องยนต์กลไกล และ เครื่องเล่น
    2.4 เลียนแบบปรากฏการณ์ธรรมชาติ
3. การเคลื่อนไหวตามบทเพลง ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางประกอบเพลง เช่น เพลง ข.ไข่ หรือเพลงตามสมัยนิยม เป็นต้น
 4. การทำท่าทางกายบริหารประกอบเพลง ได้แก่  การทำท่าทางกายบริหารตามจังหวะและประกอบเพลง หรือคำคล้องจ้อง
 5. การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ ท่าทางขึ้นเองอาจชี้นำโดยการป้อนคำถามเคลื่อนไหวโดยใช้อุปกรณ์ประกอบ เช่น ห่วงยาง แถบผ้า บัตรคำ ริบบิ้น ฯลฯ
 6. การเล่นหรือการทำท่าทางตามคำบรรยาย เรื่องราว ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือแสดงท่าทางตามจินตนาการจากเรื่องราวหรือคำบรรยายที่ผู้สอน เล่า
 7. การปฏิบัติตามคำสั่ง หรือข้อตกลงได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทาง ตามสัญญาณตามคำสั่งตามที่ตกลงไว้ก่อนเริ่มกิจกรรม
 8. การฝึกท่าทางเป็นผู้นำ ผู้ตามได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางจากความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเองแล้วให้เพื่อนปฏิบัติตามกิจกรรม

สุดท้ายอาจารย์ได้สรุปกิจกรรมในพวกเราฟัง

ประเมินอาจารย์✋

อาจารย์เพิ่มความรู้และแนวการสอนให่ๆให้พวกเราค่ะ ทำให้เรามีแนวการสอนใหม่ๆ

ประเมินตัวเอง👧

มีแนวการสอนใหม่ๆ ไปใช้ และ รู้จุดบกพร่องตัวเองมากขึ้น

👉สรุปวิจัย👈


การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจ านวนของเด็กปฐมวัยที่มีคะแนนความสามารถด้านการสังเกต การจ าแนก และการเปรียบเทียบผานเกณฑ์ ร้อยละ ่ 75 ของคะแนนเต็ม และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้าน การสังเกต การจำแนกและการเปรียบเทียบก่อนและหลังจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอยางในการวิจัยครั ่ ้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2557โรงเรียนบ้าน เทวฤทธิ์พันลึก(ศรีอุบลอุปถัมภ์)สังกดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 จ านวน 13 คนได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ มี ความสอดคล้องในระดับเหมาะสมมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการสังเกต การจำแนกและ การเปรียบเทียบ เป็นแบบทดสอบที่มีคำถามเป็นรูปภาพ 3 ตัวเลือก จำนวน 3 ชุดชุดละ 10 ข้อ ชุดที่ 1 วัด ความสามารถด้านการสังเกต มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.55 – 0.74 ค่าอ านาจจ าแนก(B) ตั้งแต่ 0.25 – 0.45 และ มีค่าความเที่ยงเท่ากบั 0.93 ชุดที่ 2 วัดความสามารถด้านการจำแนก มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.52 -0.71 ค่าอำนาจำแนก(B) ตั้งแต่0.24 – 0.68 และมีค่าความเที่ยงเท่ากบั 0.86 ชุดที่ 3 วัดความสามารถด้านการเปรียบเทียบ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.51 – 0.71 ค่าอำนาจจำแนก(B) ตั้งแต่0.24 -0.63 และมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบ ไค-สแควร์ และการทดสอบอันดับที่มีเครื่องหมายกากของ วิลคอกสัน ผลวิจัยพบว่า 1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการมีความสามารถด้านการสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบผ่านเกณฑ์ร้อยละ ่ 75 ของคะแนนเต็มอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ่ .05 2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการมีความสามารถด้านการสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบหลังเรียนสูงกวาก่อนเรียนอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ่ .05

      👉 บันทึกการเรียนครั้งที่ 12   👈 อาทิตย์เป็นครั้งสุดท้ายที่เรียน อาจารยืให้นำแผนปแก้ไข บอกจุดพบกพร่อง และทำส่ง ใส่มาตรแต่ละแผนแต่ละวั...